4 พฤษภาคม 2560
Green Book Volume 11-16
11. ไส้กรอกทำมาจากการบดหมูทั้งตัวจริงหรือ?
 
 

คลิปวีดีโอเรื่องการผลิตไส้กรอกอย่างผิดวิธี และอ้างว่าเป็นไส้กรอกยี่ห้อหนึ่งของสหรัฐอเมริกา โดยความจริงแล้วคลิปดังกล่าวเป็นการนำภาพเครื่องกำจัดซากที่มีการโยนลูกหมูทั้งตัวเข้าไปในเครื่องมาตัดต่อ เพื่อให้ดูว่าเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตไส้กรอก และในไลน์ยังชี้นำว่าโรงงานไส้กรอกของผู้ผลิตไทยรายหนึ่งก็ใช้เครื่องเช่นเดียวกันนี้ เพื่อหวังบิดเบือนให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดและงดบริโภคไส้กรอก
 
ความจริงคือเป็นไปไม่ได้เลยที่การผลิตไส้กรอกจะใช้หมูทั้งตัว เพราะการทำไส้กรอกจะต้องแยกประเภทชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่เหมาะกับการผลิตไส้กรอกแต่ละชนิด ซึ่งหากมีสิ่งแปลกปลอม เช่น กระดูก ฟัน และยิ่งเครื่องในหมูด้วยแล้ว ย่อมทำให้คุณภาพและรสชาติผิดเพี้ยน และผิวสัมผัสที่เปลี่ยนไป ซึ่งผู้บริโภคต้องรับรู้ถึงความผิดปกตินั้นอยู่แล้ว
 
กระบวนการผลิตสุกรของไทย ตลอดจนการแปรรูปเนื้อสุกรให้เป็นไส้กรอกหรืออาหารพร้อมรับประทานอื่น ๆ ทั้งหมด อยู่ภายใต้มาตรฐานการผลิตของไทย ที่ควบคุมโดยภาครัฐและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมปศุสัตว์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ตลอดจนมีมาตรฐานสากลรองรับ เพื่อให้ทุก ๆ กระบวนการผลิตมีความปลอดภัยสำหรับการบริโภค      
                                                                        
สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิตและการแปรรูปเนื้อสุกรนั้น ในโรงฆ่าสัตว์จะนำเลือดออกจนหมด แล้วแยกเครื่องในออก รวมถึงลำไส้ที่มีของเสียก็ต้องแยกเช่นกัน จากนั้นจะทำการตัดแยกชิ้นส่วนต่าง ๆ ออก ทั้งส่วนของเนื้อสันใน สันนอก เนื้อสามชั้น กระดูกซี่โครง ส่วนการผลิตไส้กรอกจะใช้เนื้อคุณภาพเท่านั้น จะไม่สามารถใช้ส่วนของกระดูกทั้งตัวเพื่อไปทำให้ละเอียดจนเป็นไส้กรอกได้อย่างแน่นอน
(คลิป “ตามไปดูไส้กรอกปลอดภัย” : http://youtu.be/vpYN_KA1uBM
 

12. CP มีส่วนช่วยให้ประมงชายฝั่งดีขึ้นอย่างไร?

 
การจับปลาในปริมาณที่มากเกินควร (Overfishing) การทำประมงอย่างไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งรวมถึงการทำผิดกฎหมายในเรื่องต่างๆ ขาดการรายงาน และขาดการควบคุม (Illegal, Unreported, and Unregulated - IUU) ทำให้ปริมาณปลาลดน้อยลงเป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นในการออกทำประมงแต่ละครั้งจึงต้องมุ่งหวังให้สามารถจับสัตว์น้ำได้ปริมาณที่มากเพียงพอเพื่อสร้างรายได้ในการดำรงชีพ ซึ่งรวมถึงรายได้จากการขายปลาขนาดเล็กเข้าโรงงานผลิตปลาป่นด้วย
ปัญหานี้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบอาชีพประมงชายฝั่งเป็นอย่างมากทั้งมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ อันอาจนำไปสู่การล่มสลายของชุมชนประมงชายฝั่งในที่สุด ทำให้เกิดข้อเรียกร้องขึ้นอย่างมากจากชุมชนประมงชายฝั่งให้ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว รวมถึงในฐานะผู้ผลิตอาหารสัตว์และธุรกิจฟาร์มกุ้ง โดยอาหารกุ้งนั้นมีส่วนผสมจากปลาป่น 2 ประเภท ได้แก่ 1) ปลาป่นประเภท By Product ซึ่งเป็นส่วนเหลือจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น หัว หางปลาทูน่า เป็นต้น และ 2) ปลาป่นประเภท By Catch อันประกอบด้วยปลาเป็ด (ปลาขนาดเล็กที่ไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ) และลูกปลาเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นผลพลอยได้จากการทำประมง
ตระหนักเห็นว่าปลาเล็กปลาน้อยที่ถูกส่งเข้าโรงงานผลิตปลาป่นประเภท By Catch เกิดจากการทำประมงอย่างไร้ความรับผิดชอบและส่งผลกระทบต่อประมงชายฝั่ง ได้ออกแถลงการณ์เพื่อยุติการซื้อวัตถุดิบปลาป่นประเภท By Catch ในวันที่ 14 สิงหาคม 2558 คงไว้เพียงการรับซื้อเฉพาะปลาป่นประเภท By Product จากโรงงานที่ได้รับมาตรฐานสากลเท่านั้น
ต่อมาได้ประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการด้านประมง ภาคประชาสังคม รวมถึงตัวแทนจากภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการร่วมภาคประชาสังคมเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการศึกษา ให้คำแนะนำ และมีส่วนร่วมในการให้แนวทางอันเป็นประโยชน์มุ่งเน้นเพื่อขยายผลไปยังมิติเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาวิถีประมง ซึ่งจะนำไปสู่การฟื้นฟูอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้แล้ว ได้ตั้งทีมกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ในพื้นที่เขตประมงชายฝั่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการโครงการต่าง ๆ ร่วมกับชุมชนประมงชายฝั่ง นักวิชาการ และส่งเสริมเยาวชนให้เห็นความจำเป็นของงานอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน รวมถึงการศึกษาเทคโนโลยีทางด้านประมง เช่น VMS เรดาร์ เซ็นเซอร์ เป็นต้น ด้วยมุ่งหวังให้สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างบูรณาการ ซึ่งปัจจุบันได้มีการกำหนดโครงการต้นแบบเพื่อการฟื้นฟูแล้ว และคาดว่าจะสามารถเริ่มเห็นผลได้ในปี 2560
ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน การปรับแก้กฎหมายและร่างหลักเกณฑ์ใหม่ ได้แก่ พระราชกำหนดประมง รวมถึงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงเพื่อให้มีความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์สากล โดยการประสานความร่วมมือ รับฟังข้อกังวลของทั้งประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ หน่วยงานภาครัฐ การขอความเห็นจากนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และองค์กรระหว่างประเทศ โดยมีเป้าประสงค์ให้ทั้งประมงชายฝั่ง และการประมงในประเทศไทยสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ควบคู่กับการอนุรักษ์ การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษา การปรับแก้ และการประสานทุกภาคส่วนเพื่อร่วมทำข้อเสนอต่อไปยังภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
การผลักดันตามเจตนารมณ์เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ตามที่ตั้งไว้จะไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างสูงสุด หากไม่มีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน จึงริเริ่มการประชุมโดยเชิญผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่อุปทานประมงเข้าร่วม รวมถึงสมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กลุ่มนักวิชาการประมง ผู้ประกอบการรายใหญ่ของประเทศ ภาคประชาสังคมไทยและภาคประชาสังคมสากล โดยมีอธิบดีกรมประมงเป็นประธานในที่ประชุม ซึ่งได้หารือและกำหนดกรอบแนวทางความร่วมมือทั้งด้านนโยบายและการปฏิบัติภายใต้วัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ตามที่กล่าวข้างต้น
 
 
13. ทำไม 7-Eleven ถึงเปิดติดกัน?
 
การพิจารณาเปิดร้านเซเว่นอีเลฟเว่น
7-eleven เป็นธุรกิจที่มุ่งตอบสนองความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภค ซึ่งการเปิดร้านสาขาของ 7-eleven บริษัทจะมีทีมงานสำรวจทำเล เพื่อออกสำรวจทำข้อมูล โดยพิจารณาถึงความหนาแน่นของจำนวนประชากรและศักยภาพความพร้อมในแต่ละอาณาเขตว่าจะสามารถเปิดได้กี่สาขาในพื้นที่นั้นๆ เพื่อให้รองรับและอำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง ซึ่งการหาทำเลศักยภาพจะมีทั้งที่บริษัทไปหาเองและมีผู้เสนอทำเลมาให้บริษัทพิจารณา กรณีพิจารณาแล้วทำเลนั้นไม่มีศักยภาพเพียงพอ บริษัทก็จะไม่เปิดดำเนินการร้านสาขา
สำหรับร้านสาขาที่เปิดดำเนินการแล้ว บริษัทจะมีการดูแลโดยคำนึงถึงความอยู่รอดของแต่ละสาขา และมีการพัฒนาปรับปรุงสภาพร้านอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ร้านสาขามีความพร้อมที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่
การเปิดร้านสาขาเพิ่มในทำเลเดียวกันที่มีร้าน 7-eleven เปิดอยู่ก่อนแล้ว บริษัทจะพิจารณาจากศักยภาพทำเลและความสามารถในการรองรับผู้บริโภคของร้านเดิมว่ายังสามารถให้บริการแก่ผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง และครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคในทำเลนั้นๆ หรือไม่  ซึ่งถ้าร้านเดิมไม่สามารถให้บริการผู้บริโภคที่มีเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่นั้นๆ ได้เพียงพอ เนื่องจากขนาดร้าน 7-eleven ที่มีขนาดเพียงไม่กี่คูหา ทำให้มีข้อจำกัดในการรองรับการบริการแก่ลูกค้าที่มีจำนวนมาก บริษัทก็จะพิจารณาโดยปรับขยายพื้นที่ร้านเดิมให้มีขนาดใหญ่ขึ้น(เพิ่มขนาดพื้นที่)  หรือพิจารณาเปิดสาขาใหม่เพิ่มใกล้ๆ กัน เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มีเพิ่มมากขึ้น  โดยในการเปิดร้านสาขาใหม่เพิ่มขึ้นในทำเลเดียวกันนั้น ทางบริษัท จะเชิญชวนและพิจารณาให้สิทธิ์แก่แฟรนไชส์ซี่ในพื้นที่เดิมก่อนเป็นอันดับแรก  หากในกรณีที่แฟรนไชส์ซี่ในพื้นที่ยังไม่พร้อม บริษัทจะเปิดร้านสาขานั้นก่อน  และภายหลังกรณีแฟรนไชส์ซี่มีความพร้อม จะมารับช่วงดำเนินการต่อไป  ยิ่งไปกว่านั้นกรณีที่บริษัทเปิดสาขาใหม่บริเวณใกล้เคียงกับสาขาเดิม แล้วส่งผลกระทบต่อยอดขายของร้านแฟรนไชส์ บริษัทจะพิจารณาให้การช่วยเหลือด้วยมาตรการต่างๆ ตามความเหมาะสม  (ที่มา : http://youtu.be/DGpOn522Pto)
 
14. CP ALL กับการทำสินค้า House Brand?

 
 
สินค้า House Brand ได้ถือกำเนิดขึ้นมานานในระบบค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ทั่วโลก ​ ​ซึ่ง House Brand โดยทั่วไปหมายถึงตราสินค้าที่ใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีการจำหน่ายเฉพาะในร้านสาขาของผู้ค้าปลีกสมัยใหม่แต่ผู้เดียว ไม่มีจำหน่ายที่ร้านค้าอื่น และเนื่องจากผู้ค้าปลีกมักจะจำกัดการโฆษณาสินค้า House Brand จึงทำให้ค่าการตลาดของสินค้า House Brand ต่ำกว่าสินค้าแบรนด์อื่นๆ ราคา​ขายจึงมักจะ​ถูกกว่าสินค้าแบรนด์ทั่วไปประมาณ 10-20%

สินค้า House Brand ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมักจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ผู้บริโภครับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างแบรนด์ได้น้อย ได้แก่ กระดาษชำระ น้ำมันพืช ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ของใช้ในครัวเรือน เป็นต้น แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีผู้ค้าปลีกที่พัฒนา House Brand ให้ดึงดูดลูกค้าในระดับราคากลาง และระดับบนด้วยเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่ม แต่โดยรวมแล้ว House Brand ส่วนใหญ่ยังเน้นที่ราคาขายต่ำกว่าแบรนด์ทั่วไป

ในทวีปยุโรป ทวีปอเมริกา รวมทั้งแปซิฟิค House Brand มีบทบาทสำคัญและมีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่า 10%  เช่น ประเทศในสหภาพยุโรป มีส่วนแบ่งทางการตลาดราวหนึ่งในสามของยอดขาย โดยสวิสเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ House Brand มีสัดส่วนการขายสูงที่สุดถึง 45% ส่วนสหรัฐอเมริกา House Brand มีสัดส่วนประมาณ 18% ในออสเตรเลียประมาณ 21%

ประเทศในเอเชีย ผู้บริโภคให้ความนิยม House Brand ต่ำกว่ามาก เนื่องจากในตลาดเอเชีย ผู้บริโภคมีความภักดีในแบรนด์ (Brand Loyalty) สูงมาก  ในภูมิภาคอาเซียน สิงคโปร์เป็นประเทศที่ House Brand มีสัดส่วนการขายสูงที่สุดที่ 8% ประเทศอื่นๆทั้งมาเลเซีย อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์ รวามทั้งประเทศไทย House Brand ล้วนมีสัดส่วนการขายไม่ถึง 2% แต่ผู้ค้าปลีกสมัยใหม่ในประเทศเหล่านี้ก็ยังนิยมจำหน่าย House Brand ในสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความแตกต่างระหว่างแบรนด์น้อย เพื่อดึงดูดในลูกค้าเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในร้าน

15. คำชี้แจงกรณีนมอัดเม็ดจิตรลดา


 
เนื่องจากผลิตภัณฑ์นมอัดเม็ดจิตรลดาเป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน เนื่องจากมีคุณภาพสูง  รสชาติอร่อย  ทำให้บางครั้งสินค้าดังกล่าวไม่มีจำหน่ายในบางสาขา เพราะบริษัทได้รับมาจำนวนจำกัด และผู้บริโภคซื้อครั้งละมากๆ  บริษัทได้มีการประสานกับโครงการส่วนพระองค์ฯ ผู้ผลิตนมอัดเม็ดจิตรลดาอยู่เสมอ เพื่อขอความอนุเคราะห์รับมาจำหน่ายเพิ่ม แต่เนื่องจากการผลิตของโครงการฯ มีจำนวนจำกัด เพราะหนึ่งในวัตถุประสงค์ของโรงงานแห่งนี้คือ เพื่อเป็นโรงงานตัวอย่างให้ผู้ที่สนใจได้มาศึกษาวิธีการผลิตนมอัดเม็ด  โดยมีค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ในการผลิตไม่สูงเกินไป  สามารถที่จะนำไปใช้เป็นแบบอย่างในกิจการที่สามารถดำเนินการเองได้ (ข้อมูล: เว็บไซต์โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา) ซึ่งเซเว่นฯ ก็ได้ดำเนินการด้วยการรับผลิตภัณฑ์มาช่วยจำหน่ายตลอดมา แต่เนื่องจากปริมาณที่ได้รับมาน้อยกว่าความต้องการของผู้บริโภค จึงทำให้สามารถวางจำหน่ายได้เพียงบางสาขาเท่านั้น คือ สาขาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตบางรัก เขตสาทร เขตปทุมวัน เขตคลองเตย เขตราชเทวี, อ.เมือง จ. ชลบุรี, จ. นนทบุรี, จ. กำแพงเพชร, จ. นครราชสีมา 10 อำเภอ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่สินค้าไม่มีจำหน่าย มีผู้บริโภคต่างทยอยถามหาเป็นจำนวนมาก บริษัทจึงได้หานมอัดเม็ดยี่ห้ออื่น ซึ่งผลิตโดยผู้ผลิต SME 2-3 ราย มาเสริมเพื่อบรรเทาความต้องการที่สูงมากดังกล่าว และทุกวันนี้บริษัทก็ยังคงปรารถนาที่จะขอปริมาณเพิ่มจากโครงการฯ เสมอ และพร้อมจะรับมาจำหน่ายทั้งหมดเท่าที่โครงการฯ จะกรุณาส่งมาให้
โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา
http://kanchanapisek.or.th/kp1/sdmtp_th.html
 
สกู๊ปในเว็บไซต์ thairath 
ฉีกซอง ส่องความลับ 'นมอัดเม็ดสวนดุสิต' สัมผัสไลน์ผลิต ทำไมฮิตกระหึ่มเมือง?
http://www.thairath.co.th/content/629362
 
สกู๊ปในเว็บไซต์ thairath 
ผลิตภัณฑ์นมอัดเม็ด จากผู้ผลิต SME
http://www.thairath.co.th/content/797172
 
 
16. ทำไม Ascend จึงลงทุนในธุรกิจ Fintech
 

 
รายงานจาก KPMG พบว่าในปี 2016 ประชากรเพียง 27% ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีบัญชีธนาคาร และในประเทศกำลังพัฒนา เช่น กัมพูชา ตัวเลขนี้ตกลงมาอยู่ที่แค่ 5% ในขณะที่ McKinsey ก็ได้ทำการศึกษาประชากรที่ไม่มีบัญชีเงินฝากกว่า 2,500 ล้านคนทั่วโลกในปี 2010 และพบว่าส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ รายงานยังพบว่า หากเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงธุรกรรมทางการเงิน การเติบโตของเศรษฐกิจของภูมิภาคจะกระโดดจาก 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐไปถึง 52,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2030 และ KPMG ยังได้วิเคราะห์ด้วยว่า การเข้าไม่ถึงธุรกรรมทางการเงิน ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการกู้เงินหรือกระทั่งการออมเงิน
ทั้งนี้ หากมีนวัตกรรมเทคโนโลยีผ่านโทรศัพท์มือถือหรือเครือข่ายตัวแทน ประชากรที่ไม่มีบัญชีเงินฝาก ก็จะสามารถเข้าถึงธุรกรรมทางการเงินทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกลุ่มนี้ไปในตัว โดยไม่ต้องพึ่งพาบริการของธนาคาร ที่มักมีข้อจำกัด ด้วยเหตุนี้ บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป จำกัด เลือกที่จะลงทุนในธุรกิจฟินเทค โดยมีพันธกิจที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรที่เข้าไม่ถึงสถาบันการเงิน ด้วยการคิดค้นนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ในการให้บริการการชำระเงินหรือโอนเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ และการสร้างเครือข่ายตัวแทนเพื่อให้บริการทางการเงิน ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านสำนักงานในประเทศไทย เมียนมาร์ กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
นวัตกรรมธุรกิจฟินเทคยังช่วยลดการใช้เงินสด ซึ่งมีต้นทุนมหาศาลในการบริหารจัดการ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงเงินสด ส่งผลให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือตามสวัสดิการ ได้รับความช่วยเหลือช้ากว่าที่ควรเพราะการเข้าถึงแหล่งเงินสดมีข้อจำกัด การโอนเงินมีค่าธรรมเนียมสูง การต้องพกเงินสดติดตัวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากร้านค้ารับแต่เงินสด ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัย เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการคอรัปชั่น ไม่ได้เข้าสู่ระบบภาษี ทำให้หลีกเลี่ยงภาษีได้ง่าย และยังมีงานเอกสารอีกมาก ทั้งหมดทำให้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทางการเงินลดลง
ก้าวแรกในการที่จะให้ผู้คนเข้าถึงธุรกรรมทางการเงิน คือการเปลี่ยนรูปแบบของเงินให้กลายเป็นดิจิทัล และให้การส่งและรับเงินเกิดขึ้นได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ หากเรามีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการ รวมถึงเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและตัวแทนที่ครอบคลุม อนาคตทางการเงินของประชากร 600 ล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยิ่งสะดวกขึ้น บริการทางการเงินจะมีอย่างแพร่หลายในค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงเพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อย
 
ข้อมูลอ้างอิงhttps://home.kpmg.com/xx/en/home/insights/2016/04/fintech-opening-the-door-to-the-unbanked-and-underbanked-in-southeast-asia.html