4 พฤษภาคม 2560
Green Book Volume 6-10
 
6. CP ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ จริงหรือ?
 
 เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี เป็นกลุ่มบริษัทสัญชาติไทย ก่อตั้งมาเกือบ 100 ปี ดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภทรวม 13 กลุ่มธุรกิจ โดยมีกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ธุรกิจการตลาดและการจัดจำหน่าย และธุรกิจโทรคมนาคม

เครือฯ มีความภาคภูมิใจที่ได้ปักธงไตรรงค์ในต่างแดน แสดงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้ต่างชาติได้รู้จัก โดยปัจจุบันมีการลงทุนใน 20 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ 1. ไทย 2. เวียดนาม 3. มาเลเซีย 4. กัมพูชา 5. ฟิลิปปินส์ 6. ไต้หวัน 7. ลาว 8. อินเดีย 9. ตุรกี 10. จีน 11. แทนซาเนีย 12. รัสเซีย 13. อังกฤษ 14. เบลเยียม 15. ศรีลังกา 16. ปากีสถาน 17. บังคลาเทศ 18. เมียนมาร์ 19. ญี่ปุ่น 20. สิงคโปร์ ซึ่งมีพนักงานกว่า 300,000 คน มีโรงงานและสำนักงานกว่า 200 แห่งทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีการส่งออกไปในอีกกว่าร้อยประเทศ
 
ทุกประเทศที่เครือฯ เข้าไปลงทุน จะยึดมั่นอยู่บนพื้นฐานของหลัก 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน คือ ประเทศชาติ ประชาชน และบริษัทฯ ซึ่งเป็นปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ (Business Philosophy)

เครือฯ ได้รับความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น และโอกาส ทั้งจากรัฐบาลและประชาชนท้องถิ่น รวมถึงบริษัทพันธมิตรในแต่ละประเทศที่เข้าไปลงทุน โดยเฉพาะด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ที่มีความก้าวหน้าเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร จึงทำให้ได้รับคำเชิญจากรัฐบาลจากหลายประเทศ เช่น เวียดนาม พม่า กัมพูชา ให้ไปลงทุน ร่วมวางยุทธศาสตร์ด้านการเกษตรกับรัฐบาล และถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรของประเทศนั้น ๆ

ด้วยเหตุนี้จึงสามารถกล่าวได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นบริษัทไทยที่ประสบความสำเร็จในการไปลงทุนในต่างประเทศ สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาลในแต่ละปี ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2558 บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ มีสัดส่วนรายได้จากกิจการในต่างประเทศ คิดเป็นร้อยละ 60 ของรายได้ทั้งหมด (ที่มา : รายงานประจำปี 2558 บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน))
 
จากความสำเร็จที่ผ่านมาส่งผลให้ คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมาย อาทิ
  • Forbes Asia Business Man of the Year ประจำปี 2011
  • รางวัลผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต “Lifetime Achievement Luminary Awards ประจำปี 2012” จากสำนักข่าว Channel News Asia
  • รางวัลผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต “Lifetime Achievement Awards ประจำปี 2012” จากนิตยสาร Bloomberg Businessweek
  • รางวัล The 11th CNBC Asia Business Leaders Awards (ABLA) สาขา ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต (Lifetime Achievement Awards) ประจำปี 2012 จากสำนักข่าว CNBC Asia Pacific
  • ได้รับเชิญให้เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษา มหาวิทยาลัยดุ๊กคุนซาน (Duke Kunshan University) สถาบันการศึกษาที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยดุ๊ก จากสหรัฐอเมริกา และ มหาวิทยาลัยอู่ฮั่น จากจีน ในปี 2014
  • ปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ธุรกิจระหว่างประเทศและกิจกรรมทางสังคม จากมหาวิทยาแมสซี่ ประเทศนิวซีแลนด์ ในปี 2015
 
 
7. CP ซื้อกิจการ LH BANK และ Tesco Lotus แล้วจริงหรือ?
 



 
“CP ซื้อกิจการ LH BANK, Tesco Lotus แล้วจริงหรือ” เป็นคำถามที่วนเวียนสร้างความสับสนแก่สังคม และพนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่องตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะมีข่าวลือที่บิดเบือนปรากฏออกมาอย่างสม่ำเสมอ แม้เหตุการณ์จะผ่านไปเกือบ 2 ปี และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาปฏิเสธ

คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ออกมาแถลงข่าว เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 ปฏิเสธข่าวลือที่กล่าวกันว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์จะซื้อกิจการ เทสโก้ โลตัส ในประเทศไทย ซึ่งบริหารโดยบริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด พร้อมยืนยันว่าไม่เคยมีตัวแทนจากเทสโก้ โลตัสมาเสนอขายแต่อย่างใด

นอกจากนี้ เทสโก้ โลตัส ได้ออกมาชี้แจงตอกย้ำหลายครั้งว่า เทสโก้ โลตัสไม่ได้ขายกิจการให้กับบริษัทใด โดยเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2558 ได้ออกข่าวและออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ https://www.tescolotus.com/news/view/114 โดยระบุว่า “เทสโก้ โลตัส ยืนยันไม่ได้ขายกิจการให้บริษัทใด” ตามที่มีกระแสข่าวทางโซเชียลมีเดียว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ได้ซื้อกิจการเทสโก้ โลตัสไปแล้วนั้น เทสโก้ โลตัสขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งปรากฏเป็นข่าวเผยแพร่ผ่านทางหนังสือพิมพ์ทั่วไป และต่อมาในปี 2559 ก็ได้ออกข่าวปฏิเสธอีกครั้ง เนื่องจากยังมีการส่งต่อข้อมูลเก่า ๆ ที่บิดเบือน สร้างความสับสนอย่างต่อเนื่อง
 
ส่วนกรณีข่าวที่ว่า เครือฯ จะซื้อหุ้นของธนาคารแลนด์แอนด์เฮาส์ (LH Bank) นั้น คุณธนินท์ได้ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ผู้บริหาร LH bank ได้ออกมายืนยันว่าข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริง ดังปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 คุณศศิธร พงศธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตามที่มีข่าวปรากฏเรื่องการตกลงซื้อหุ้นของบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และได้รับความเห็นชอบเบื้องต้นจากธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น บริษัทขอแจ้งให้ทราบว่า ปัจจุบันยังไม่มีการตกลงซื้อหุ้นของบริษัทแต่อย่างใด” รวมทั้งยังได้มีจดหมายชี้แจงข้อเท็จจริงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เลขที่ อฟ. 014/2558 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ https://www.set.or.th/set/newsdetails.do?newsId=14235254381621&language=th&country=TH
 
ข้อความว่า “ตามที่มีข่าวปรากฎทางหน้าหนังสือพิมพ์เรื่องการตกลงซื้อขายหุ้นของบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียลกรุ๊ป จํากัด (มหาชน) ที่จะเสร็จสิ้นในเดือนมีนาคม 2558 นั้น ขอเรียนให้ทราบว่าบริษัทไม่ทราบเรื่องดังกล่าว”
 
ที่มา :
ข่าว เทสโก้ โลตัส ยืนยันไม่ได้ขายกิจการให้บริษัทใด
https://www.tescolotus.com/news/view/114
http://www.bangkoktoday.net/biz-news-tescolotus/
 
ที่มา :
จดหมายบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) ชี้แจงข่าวที่ปรากฏในสื่อต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
https://www.set.or.th/set/newsdetails.do?newsId=14235254381621&language=th&country=TH
 
 
8. ปลาทับทิมเป็นหมันจริงหรือไม่?


 
ผศ.ดร.เรืองวิชญ์ ยุ้นพันธ์  ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ยืนยันว่าปลาทับทิมไม่ได้เป็นหมัน เนื่องจากปลาตัวเมียสามารถตั้งท้องและให้ลูกได้ตามปกติเหมือนสัตว์เพศเมียทั่วไป  ส่วนที่มาของคำถามดังกล่าว น่าจะเกิดจากการที่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาจะนิยมเลี้ยงปลาเพศผู้มากกว่าเพศเมีย  เนื่องจากตัวผู้จะเอื้อประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรได้มากกว่าตัวเมีย ด้วยเหตุผลดังนี้
ข้อแรก : โครงสร้างของปลาเพศผู้มีความใหญ่โตและแข็งแรงกว่าเพศเมีย ปลาทับทิมเพศผู้โตเต็มที่อาจได้ขนาดถึง 1-1.2 ก.ก. ต่อตัว ขณะที่เพศเมียเลี้ยงได้โตเต็มที่ อาจมีขนาดได้เพียง 5-6 ขีดเท่านั้น 
ข้อที่สอง : ธรรมชาติของปลาทับทิมเพศผู้คือผสมพันธุ์ตลอดเวลา เมื่อใดที่เห็นเพศเมียก็จะ ไม่สนใจที่จะกินอาหาร ขณะที่เพศเมียก็จะต้องอุ้มท้องอยู่ตลอดเวลา แทบไม่ว่างเว้นเช่นกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่เกษตรกรเลือกที่จะไม่เลี้ยงปลาเพศผู้ปนกับเพศเมีย เพื่อให้ตัวผู้กินอาหารได้มากขึ้น
ข้อที่สาม : โดยปกติปลาเพศเมียจะมีลักษณะตามธรรมชาติคือแม่ปลาจะอมไข่ไว้ในปาก ทำให้ไม่สามารถกินอาหารได้เต็มที่ในระหว่างการดูแลไข่และลูกปลาวัยอ่อน 
ข้อที่สี่ : เมื่อปลาตัวเมียออกลูกบ่อย ปัญหาจากการเลี้ยงปลาแบบรวมเพศ ก็จะทำให้เกิดจำนวนลูกปลาแน่นบ่อ ปลาที่เลี้ยงทั้งหมดจะเติบโตได้ไม่เต็มที่
ปลาทับทิมเป็นปลาเศรษฐกิจของไทย ที่ผู้เลี้ยงต้องการเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพหารายได้เลี้ยงครอบครัว เกษตรกรจึงต้องเลือกประสิทธิภาพการผลิตปลาที่จะนำมาซึ่งรายได้สูงสุด  โดยต้องพยายามลดความเสี่ยงในด้านผลตอบแทนลง ด้วยการใช้เทคโนโลยีประมงสมัยใหม่เข้ามาช่วย ซึ่งหากบริหารจัดการได้ นั่นหมายถึงการลดต้นทุนและผลตอบแทนที่จะได้มากขึ้นนั่นเอง
แนวทางที่ได้ผลดีที่สุดของเกษตรกรก็คือ ทำอย่างไรจึงจะได้ปลาทับทิมเพศผู้ล้วนๆ ในการเลี้ยง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้ นำไปสู่การจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลตอบแทนที่สูงแก่เกษตรกร ทั้งนี้ ลักษณะเด่นอีกข้อหนึ่งของปลาทับทิม ก็คือในช่วงปลาวัยอ่อนจะยังไม่ปรากฏเพศซึ่งกลายเป็นช่องว่างให้นักวิทยาศาสตร์สามารถหาวิธีเหนี่ยวนำเพศปลาให้เป็นไปตามต้องการได้
ปัจจุบันเกษตรกรจึงเลือกเทคโนโลยีผลิตลูกปลาเพศผู้ในฟาร์ม ด้วยวิธีผสมฮอร์โมนสังเคราะห์ในอาหารให้ลูกปลากิน เป็นวิธีที่สะดวก ต้นทุนไม่สูงและมีประสิทธิภาพในการเหนี่ยวนำเพศลูกปลาให้เป็นเพศผู้ได้สูงถึงกว่า 95%
นอกจากนี้ยังมีรายงานทางวิทยาศาสตร์จากเอกสารทางวิชาการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติต่างๆ (1) (2) (3) ยืนยันว่า ฮอร์โมนเพศผู้ที่ใช้เหนี่ยวนำเพศลูกปลามีปริมาณต่ำมากและไม่ก่ออันตรายต่อผู้บริโภค เนื่องจากใช้ในช่วงเวลาสั้นๆ ในขณะที่เป็นลูกปลาวัยอ่อน เป็นระยะเวลาเพียง 21-28 วันตั้งแต่ลูกปลาเริ่มกินอาหารเท่านั้น และจะใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 6-8 เดือนกว่าจะเลี้ยงปลาให้ได้ขนาดที่ตลาดต้องการซึ่งปริมาณฮอร์โมนที่ใช้เพียง 60 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมอาหารในช่วงการเหนี่ยวนำเพศลูกปลาประกอบกับกลไกทางชีวเคมีภายในร่างกายตลอดระยะเวลาที่เลี้ยงทำให้ฮอร์โมนถูกเมตาบอไลท์และจะถูกขับทิ้งไปกับสิ่งขับถ่าย ส่วนปลาเพศเมียก็สามารถนำไปเพาะพันธุ์ตามธรรมชาติได้ต่อไป
ดังนั้น คำตอบที่ได้คือ ปลาทับทิมไม่ได้เป็นหมัน เพียงแต่ปลาส่วนใหญ่ (95%) เป็นเพศผู้เท่านั้น ซึ่งข้อมูลนี้พิสูจน์ได้จริงในเชิงวิทยาศาสตร์ 
ที่มา : http://www.komchadluek.net/news/detail/175654
 
หมายเหตุ : สำหรับ CP เมื่อลูกปลาฟักเป็นตัวออกจากไข่ ซึ่งยังไม่มีเพศที่ชัดเจน เนื่องจากระบบสืบพันธุ์ยังไม่พัฒนาเป็นเพศผู้หรือเพศเมียนั้น  บริษัทจะใช้วิธีจัดการสภาพแวดล้อมในการอนุบาลลูกปลาวัยอ่อนในช่วง 1 เดือนแรกให้เหมาะสม เพื่อเหนี่ยวนำให้ลูกปลาพัฒนาตัวเองเป็นตัวผู้
 
 (1) Johnstone R., Macintosh D.J. and Wright R.S., 1983. Elimination of orally administered 17a Methyltestosterone by Oreochromis mossambicus (tilapia) and Salmo gairdneri (rainbow trout) juveniles Aquaculture 35 249-257
(2) Guerrero, R.D.III, 2008. Tilapia Sex Reversal. www.agribusinessweek.com/tilapia-sex-reversal (posted 6 August 2008).
(3)Donald J. Macintosh, Risks Associated with Using Methyl Testosterone in Tilapia Farming, http://media.sustainablefish.org/MT_WP.pdf

 
9. ทำไมไก่ CP จึงปราศจากการใช้ฮอร์โมนเร่งโต (Hexoestrol)

 
หลากเหตุผลที่ไก่เนื้อของ CP ไม่จำเป็นต้องใช้สารใดๆแก่สัตว์เพื่อวัตถุประสงค์ในการเร่งการเจริญเติบโต
  1. ปี 2529  กระทรวงสาธารณสุขได้มีคำสั่งกระทรวงฯ ที่ 417/2529 เรื่องเพิกถอนตำรับยา โดยประกาศห้ามใช้ยาเฮ็กโซเอสตรอล (Hexoestrol) ซึ่งเป็นยาที่ใช้สำหรับตอนสัตว์ปีกและเป็นฮอร์โมนสำหรับรักษาสัตว์และเร่งการเจริญเติบโต
  2. ประเทศคู่ค้าสำคัญของเนื้อไก่จากไทย เช่น สหภาพยุโรป มีประกาศห้ามใช้ฮอร์โมนในการเลี้ยงสัตว์ ผิดทั้งกฏหมายของประเทศไทยและขัดต่อข้อบังคับของสหภาพยุโรปซึ่งเป็นกลุ่มประเทศคู่ค้าสำคัญ ดังนั้นย่อมไม่มีบริษัทส่งออกไก่รายใด ยอมเสี่ยงกับการสูญเสียออร์เดอร์ โดยการใช้ฮอร์โมนต้องห้าม
  3. เทคโนโลยีการเลี้ยงไก่ที่ทันสมัย ช่วยไก่โตเร็วโดยไม่ต้องพึ่งฮอร์โมน ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้
    1. คัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์ตามธรรมชาติ ตามพื้นฐานวิชาพันธุศาสตร์ ตั้งแต่สายพันธุ์แท้สู่รุ่นทวดพันธุ์จากการประยุกต์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการแพทย์ของมนุษย์มาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ มีการใช้อุปกรณ์วัดความจุปอด (oximeter) เป็นการคัดเลือกพันธุกรรมของไก่เนื้อที่จะถ่ายทอดมายังรุ่นลูกหลานมีปอดเพื่อแลกเปลี่ยนอากาศที่แข็งแรงและเหมาะสมกับอัตราการเติบโตของร่างกาย อีกทั้งมีการใช้อุปกรณ์วัดคลื่นหัวใจและการทำงานของหัวใจ (ECG) รวมทั้งวัดระดับความดันเลือด เช่นเดียวกับในมนุษย์เพื่อที่จะได้พันธุ์ไก่ที่มีพันธุกรรมมีความแข็งแรงของหัวใจเพื่อระบบหมุนเวียนโลหิตในร่างกายที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้แล้วยังมีการใช้อุปกรณ์วัดความแข็งแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งของโครงสร้างกระดูกขา (Lixi Scope) และเครื่องเอ็กซเรย์ เพื่อรองรับการเติบโตที่ดีอย่างสมดุล
    2. เลี้ยงในโรงเรือนและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม อย่างโรงเรือนปิดปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรือโรงเรือนอีแวป (Evaporative cooling system : EVAP system) ที่สามารถควบคุมได้ตามที่ไก่ต้องการทุกอย่าง  ตั้งแต่การระบายอากาศ แสงสว่าง
    3. ให้อาหารที่มีโภชนาการที่ดี เหมาะกับการเจริญเติบโตของไก่แต่ละช่วงวัย
    4. มีมาตรฐานการป้องกันโรคที่ดี
    5. มีระบบการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี
เพียงเท่านี้ไก่เนื้อก็จะเติบโตรวดเร็วและมีสุขภาพดีโดยไม่ต้องใช้ฮอร์โมนเร่งโต ไก่เนื้อของไทยก็สามารถลดระยะเวลาจากที่เคยเลี้ยง 52 วันลงมาเหลือราว 45 วัน ก็ได้น้ำหนักที่ตลาดต้องการ
 
นอกจากนี้ นักวิชาการชาวอเมริกัน Dr.Susan E.Watkins จากศูนย์ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกแห่งมหาวิทยาลัย Arkansas ระบุ “ไม่มีการใช้ฮอร์โมนเร่งโตในอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ในสหรัฐฯ” ด้วยเหตุผล 3 ข้อ
 
1. ผิดกฎหมาย
2. การใช้ฮอร์โมนลงทุนสูง ต้องใช้แรงงานมาก โดยไม่จำเป็น  และ
3. มีวิทยาศาสตร์เป็นคำตอบที่ดีอยู่แล้วในการเลี้ยงไก่ในสหรัฐฯ ซึ่งตรงกับระบบการผลิตไก่เนื้อของไทยที่ไม่มีการใช้ฮอร์โมนในการเลี้ยงไก่ด้วย 3 เหตุผลนี้เช่นกัน 
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.dailynews.co.th/article/383139 

10. ทำไมหมู CP จึงไม่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง (Beta-agonist)
ยาปฏิชีวนะ และสารตกค้าง (Pesticide Residue)



 

CPF เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตเนื้อสุกร โดยคำนึงถึงคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดสาร และปลอดภัย ตลอดกระบวนการผลิต เริ่มตั้งแต่ด้านการเลี้ยงสัตว์ โดยบริษัทให้ความสำคัญกับ 5 หัวใจของการเลี้ยง ได้แก่ พันธุ์ดี อาหารดี โรงเรือนและอุปกรณ์ดี การป้องกันโรคดี และ การจัดการฟาร์มและสภาพแวดล้อมดี
1.    พันธุ์สุกรที่ดี  เป็นเวลากว่า 30 ปีที่ซีพีเอฟได้พัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์สุกรโดยทีมงานนักวิชาการด้านปรับปรุงพันธุ์ อาศัยเทคโนโลยีอันทันสมัย คัดเลือกลักษณะที่ดีจากสุกรหลากหลายสายพันธุ์ ได้เป็นสุกรพันธุ์ของซีพีเอฟ คือ เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย และภูมิภาคเอเชีย และตรงตามความต้องการของผู้บริโภคด้วยการปรับปรุงพันธุ์อย่างมีระบบ พันธุกรรมที่ดีจึงสามารถถ่ายทอดมาสู่ระดับพ่อแม่พันธุ์ได้อย่างเต็มที่ ทำให้พันธุ์สุกรของซีพีเอฟ มีคุณสมบัติให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่ง สามารถผลิตสุกรเนื้อที่เลี้ยงง่าย โตไว แข็งแรง ให้คุณภาพซากดี ไขมันบาง ปริมาณเนื้อแดงมาก โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเร่งแต่อย่างใด

2.    อาหารสัตว์ที่ดี ซีพีเอฟมีคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตอาหารสัตว์ ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาสูตรอาหารสำหรับสุกร และคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพ สด สะอาด ผ่านการตรวจสอบว่าปลอดภัย เข้าสู่กระบวนการผลิตในโรงงานทันสมัย ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ อาหารสุกรของซีพีเอฟ จึงมีคุณภาพมาตรฐานสม่ำเสมอ และตรงกับความต้องการของสุกรในแต่ละช่วงอายุ

3.    โรงเรือนและอุปกรณ์ที่ดี ซีพีเอฟ ได้ใช้เทคโนโลยีโรงเรือนปิดระบบปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรือ Evaporative Cooling System ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของสุกรได้ในทุกช่วงอายุ รวมถึงการนำนวัตกรรม “ส้วมน้ำ” มาใช้ ในการแบ่งแยกจุดขับถ่ายในคอกเลี้ยงสุกร ทำให้พื้นที่คอกโดยรวมสะอาด ช่วยให้สุกรมีสุขภาพดีด้วยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สุกรจึงอยู่อย่างสบาย ไม่เครียด กินอาหารได้มาก และเจริญเติบโตดี

4.    การจัดการฟาร์มและสภาพแวดล้อมที่ดี เป็นปัจจัยหลักที่บริษัทให้ความสำคัญมาโดยตลอด ฟาร์มสุกรของซีพีเอฟ จึงได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มจากกรมปศุสัตว์ และมาตรฐานคุณภาพ ISO9001: version 2000 นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังได้ริเริ่มนำเทคโนโลยีระบบโรงเรือนปิดควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์มาใช้กับการเลี้ยงสุกรที่ควบคุมด้วยสภาวะแวดล้อมภายในโรงเรือนให้เหมาะสมกับสุกรในแต่ละช่วงอายุ ผู้เลี้ยงสามารถตรวจสอบและติดตามการเจริญเติบโตของสุกรในฟาร์มได้ตลอดเวลา

5.    การป้องกันโรคที่ดี ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการควบคุมป้องกันโรค โดยการแยกพื้นที่ภายในฟาร์มและบริเวณภายนอกชัดเจน บุคลากรที่จะเข้าไปภายในฟาร์ม จะต้องผ่านน้ำยาฆ่าเชื้อ อาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนชุดที่ทางฟาร์มจัดไว้ บุคคลและยานพาหนะจากภายนอก ไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าไปภายในฟาร์ม สำหรับพาหนะขนส่งอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องเข้าไปภายในฟาร์ม ต้องผ่านการฆ่าเชื้อ นอกจากนี้ ยังมีระบบการตรวจติดตามสุขภาพสุกรอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง และป้องกันโรคทำให้มั่นใจได้ว่าสุกรในฟาร์มมีสุขภาพแข็งแรง และปลอดจากโรค

CPF ให้ความสำคัญสูงสุดกับกระบวนการผลิตเนื้อหมูทั้งเนื้อหมูสด เนื้อหมูพร้อมปรุง จนถึงเนื้อหมูปรุงสุกพร้อมรับประทาน ตามหลักการการผลิต “อาหารปลอดภัย” ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยระดับโลก ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล และการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิดจนได้รับรอง ”เนื้อหมูอนามัย” โดยสุกรเนื้อจากฟาร์มของซีพีเอฟ จะเข้าสู่กระบวนการเชือดชำแหละในโรงเชือดมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

จากนั้นจะนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปภายในโรงงานแปรรูปสุกรที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน ถูกสุขอนามัย และได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ ว่าเนื้อสุกรที่ได้จากโรงงานปลอดจากสาร Beta-agonist, ยาปฏิชีวนะ  และสารพิษตกค้าง (pesticide residue) ที่สำคัญคือมีกระบวนการผลิตที่ดำเนินการด้วยเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัย มีระบบควบคุมตามมาตรฐานระดับโลก และป้องกันการปนเปื้อน รวมทั้งมีการควบคุมอุณหภูมิทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อถนอมรักษาคุณภาพและความสดของเนื้อหมู ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับประทานโปรตีนจาก ”เนื้อหมูอนามัย” ที่สด สะอาด ถูกสุขลักษณะ ปราศจากการปนเปื้อน และปลอดสารเร่งเนื้อแดง