4 พฤษภาคม 2560
Green Book Volume 1-5
1. CP ผูกขาด จริงหรือ?


การผูกขาดทางธุรกิจ หมายถึงการกีดกันไม่ให้เกิดการแข่งขันทางการค้า และทำให้ผู้บริโภคไม่มีทางเลือก เพื่อสร้างผลกำไรเกินควร แต่ในความจริง ประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดเสรีทางการค้า จึงมีบริษัทขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในทุกกลุ่มธุรกิจ เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงไม่สามารถมีอำนาจเหนือตลาดและกีดกันคู่แข่งได้ ในขณะเดียวกัน เครือฯ ต้องทำธุรกิจและทำการตลาด เพื่อให้สามารถแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ ๆ ระดับโลกที่เข้ามาครองตลาดในเมืองไทยด้วย

ธุรกิจอาหาร : นอกเหนือจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ แล้ว ยังมีบริษัทข้ามชาติที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ ๆ ระดับโลก เช่น Nestle (สวิสเซอร์แลนด์) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ที่สุดในโลก, BRF (บราซิล), New Hope (จีน), KRAFT, Tyson, JBF, Smith Field, General Meat, ConAgra, Hormel Foods (สหรัฐอเมริกา) รวมทั้ง McDonald's, KFC และ Pizza Hut (ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Pepsi), Coca Cola, Lay และผู้เล่นในระดับประเทศ ซึ่งล้วนเป็นบริษัทชั้นนำหรือเป็นสาขาของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย อาทิ คาร์กิลล์ เบทาโกร GFPT สหฟาร์ม ไทยฟู้ด TUF GFS CFRESH เป็นต้น

สำหรับส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยของซีพีเอฟอยู่ที่ประมาณ 17% เท่านั้น (ไข่ไก่ 12% ไก่เนื้อ 17% สุกร 24%)

ธุรกิจค้าปลีก โมเดิร์นเทรด: นอกเหนือจากซีพีออลล์ ที่มี 7-Eleven และแม็คโครแล้ว ยังมีบริษัทขนาดใหญ่อีกหลายรายในประเทศ เช่น Tops Supermarket, FamilyMart (ร้านสะดวกซื้ออันดับ 2 ของไทย) และ Watson (ร้านค้าเพื่อสุขภาพและความงามรายใหญ่อันดับ 3 ของโลกจากสิงคโปร์) ที่อยู่ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ของตระกูลจิราธิวัฒน์ Big C Supercenter ที่บริหารโดย TCC ของตระกูลสิริวัฒนภักดี Tesco Lotus และ Tesco Express จากอังกฤษ, รวมถึงร้าน Lawson 108 ในเครือสหพัฒนพิบูล ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้ออันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น และอีกหลายราย

หากพิจารณาเรื่องส่วนแบ่งการตลาดค้าปลีกทั้งหมด 7-Eleven มีส่วนแบ่งการตลาดเพียงประมาณ 10% เท่านั้น โดยมีสาขาประมาณ 9,000 สาขา ขณะที่ร้านขายของโชห่วยมีถึงประมาณ 800,000 ร้านค้าทั่วประเทศ ซึ่งยังไม่รวม Modern Trade อื่น ๆ ที่กล่าวถึงข้างต้น

ธุรกิจสื่อสาร: นอกจากกลุ่มทรูแล้ว ยังมีเอไอเอส ของ Singtel จากสิงคโปร์ และดีแทคของเทเลนอร์ จากนอร์เวย์ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจใหญ่ระดับโลก โดยในเรื่องส่วนแบ่งการตลาดคงเป็นที่รับทราบกันดีอยู่แล้วว่า ขณะนี้ทรูขึ้นมาเป็นอันดับ 2 โดยเป็นกลุ่มแรกที่บุกเบิก 3G เเละ 4G ให้กับประเทศไทย เพื่อให้มีเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทัดเทียมนานาชาติ

ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจของเครือฯ เป็นไปตามหลักการ “การเติบโตอย่างมีส่วนร่วม” หรือที่เรียกว่า “Inclusive Growth” ซึ่งหมายถึงการดำเนินธุรกิจจะต้องก่อให้เกิดการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน และสร้างโอกาสอย่างเสมอภาคกันระหว่างคนทุกกลุ่มในสังคม สอดคล้องกับปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนของเครือฯ คือ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประโยชน์ต่อประชาชน และประโยชน์ต่อบริษัท ซึ่งทั้งหมดคือการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและสังคมก่อนผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอง บนความเชื่อที่ว่า ถ้าส่วนรวมไม่ดีเเล้ว บริษัทฯ จะดีได้อย่างไร

 
2. รถไฟความเร็วสูงช่วยพัฒนาประเทศไทยอย่างไร?
 
    
 

“รถไฟฟ้าความเร็วสูงถือเป็นนโยบายในการพัฒนาประเทศที่สำคัญ เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจแก่เมืองต่างๆ ที่มีเส้นทางรถไฟพาดผ่าน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้โดยสารและผู้ที่ไม่ได้โดยสาร และที่สำคัญคือทำให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิต (Productivity) เพิ่มขึ้นถึง 9 - 15% สามารถลดต้นทุนทางเศรษฐกิจได้อย่างไม่น่าเชื่อ...” เป็นข้อมูลบางส่วนที่ระบุอยู่ในผลการวิจัยเรื่อง High Speed Rail, Regional Economics, and Urban Development in China ซึ่งเป็นการศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจภูมิภาคและการพัฒนาเมืองจากโครงการรถไฟความเร็วสูง กรณีศึกษารถไฟความเร็วสูง สายหนานหนิง กวางเจา ประเทศจีน ระยะทาง 220 กิโลเมตร โดยคณะผู้วิจัยของธนาคารโลก ที่ได้เผยแพร่ เมื่อเดือนมกราคม 2556
 
สำหรับประเทศไทย โครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ – ระยอง เป็นสายสำคัญที่เชื่อมโยงกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ซึ่งเกี่ยวข้องกับ 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยเป็นเส้นทางที่อาจเรียกได้ว่ามีความพร้อมมากที่สุดที่จะผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน

ในภาพรวม โครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ – ระยอง น่าจะยังประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. เชื่อมต่อท่าอากาศยาน 3 แห่ง ได้แก่ สนามบินอู่ตะเภา สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นการเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งทางถนน ทางราง ทางเรือ และทางอากาศ ได้อย่างครอบคลุม
2. ขยายเมืองกรุงเทพฯ สู่ฉะเชิงเทรา
3. รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม เทคโนโลยีชั้นสูง ที่ภาคตะวันออก
4. รองรับการขยายตัวของเมืองใหม่พัทยาและระยอง
5. เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม
 
รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนหรือที่เรียกว่า Public Private Partnership (PPP) ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์และพันธมิตรก็สนใจที่จะพิจารณาเงื่อนไขการลงทุนที่รัฐบาลจะเปิดประมูล เป็นที่คาดว่าการลงทุนในโครงการนี้จะทำให้ขาดทุนในเชิงธุรกิจ แต่น่าจะเป็นโอกาสใหม่ของการกระจายความเจริญสู่ชนบท การขยายตัวของเมือง การลดระยะเวลาการเดินทาง การสร้างรายได้ที่จะช่วยกระตุ้นและรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ
 
ข้อมูลอ้างอิง :
Salzberg, Andrew; Bullock, Richard G.; Fang, Wanli; Jin, Ying. 2013. High-speed rail, regional economics, and urban development in China. China transport topics; no. 8. Washington DC : World Bank. http://documents.worldbank.org/curated/en/663511468220788389/High-speed-rail-regional-economics-and-urban-development-in-China
 
อ่านรายงาน High Speed Rail, Regional Economics, and Urban Development in China ฉบับเต็มได้ที่ : http://documents.worldbank.org/curated/en/663511468220788389/pdf/NonAsciiFileName0.pdf


3. สถาบันพัฒนาผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPLI)
กับการสร้างทุนมนุษย์เพื่ออนาคต
 
 

“สถาบันพัฒนาผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์” หรือ “C.P. Leadership Institute” เกิดจากวิสัยทัศน์ของคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ต้องการสร้างคนไทยให้เป็นผู้นำระดับโลก เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

ทั้งนี้ คุณธนินท์ ให้ความสำคัญกับการสร้างคน เพราะถือว่าเป็น “ทุนมนุษย์” หรือ “Human Capital” ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และในฐานะที่เครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นองค์กรธุรกิจไทยที่ตระหนักถึงหน้าที่ในการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงมุ่งมั่นสร้างธุรกิจให้เจริญก้าวหน้า ก่อให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้คนจำนวนมาก ซึ่งเป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศอีกทางหนึ่ง สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาภายใต้หลักการ “การเติบโตแบบมีส่วนร่วม” หรือ “Inclusive Growth” และตรงกับ “ปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน” ซึ่งเป็นค่านิยมในการดำเนินธุรกิจของเครือฯ การสร้างคนเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจจึงเป็นภารกิจสำคัญ ซึ่งสถาบันพัฒนาผู้นำแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางในการหล่อหลอมผู้นำรุ่นใหม่จากทั่วโลก เพื่อเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคตอีกด้วย

คุณธนินท์ ได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างคนและการสร้างผู้นำขององค์กรชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง และใช้เวลากว่า 5 ปีในการทุ่มเทสร้างสถาบันพัฒนาผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์​ (C.P. Leadership Institute) เพื่อให้ประเทศไทยได้มีสถาบันพัฒนาผู้นำที่เป็นมาตรฐานระดับโลก สำหรับสร้าง “คนไทย” ให้เป็น “ผู้นำที่ดีและเก่ง” โดยใช้วิธี "ผู้นำสอนผู้นำ" คือการเรียนรู้ผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์ของผู้นำรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Action Learning)

สถาบันพัฒนาผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จะเป็นศูนย์กลางการพัฒนาความรู้และทักษะในด้านผู้นำที่เป็นมาตรฐานระดับโลก สร้างสรรค์ความเข้าใจซึ่งกันและกันแบบข้ามธุรกิจ ข้ามสายอาชีพ ปลูกฝังค่านิยมที่ดีและส่งเสริมจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ สร้างคนให้เป็นผู้นำที่ดีและเก่ง เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศไทย พัฒนาหลักสูตรและอำนวยการสอนโดยศาสตราจารย์ระดับโลกด้านการสร้างผู้นำในองค์กรชั้นนำระดับโลก
 
สถาบันพัฒนาผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้รับการออกแบบให้เป็นอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน ตั้งอยู่บนพื้นที่ 145 ไร่ ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยที่ดินทุกแปลงมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย และมีการจ้างงานประชาชนในพื้นที่ ทั้งในช่วงก่อสร้างและช่วงเปิดดำเนินการ

 
4. “ทฤษฎีสองสูง” 

“สองสูง” คือ แนวคิดที่มาจากวิสัยทัศน์ของคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่เสนอให้เป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับประเทศไทย ด้วยการกระจายรายได้สู่เกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน

“สูงที่หนึ่ง” คือ การทำให้สินค้าเกษตรมีราคาสูง เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรในปัจจุบันต่ำกว่าความเป็นจริง โดยมีเหตุผลหลักในการยกระดับรายได้ของเกษตรกรให้สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้มีกำลังซื้อมากขึ้น

“สูงที่สอง” คือ การทำให้รายได้ของคนในเมืองสูงขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งเมื่อเพิ่มรายได้ให้ “สูง” ขึ้นแล้ว จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้นตามไปด้วย องค์กรจึงจะมีโอกาสเจริญเติบโตก้าวหน้าต่อไปได้ เพราะหากเงินเดือนสูงด้านเดียว แต่ด้านประสิทธิภาพการทำงานต่ำ องค์กรมีโอกาสล้มละลายได้มาก

แนวคิดสองสูงสะท้อนมาจากประสบการณ์ของคุณธนินท์ที่ได้เห็นบทเรียนการพัฒนาเศรษฐกิจจากหลายประเทศทั่วโลก ดังเช่นไต้หวัน ที่มีการกำหนดราคาสินค้าเกษตรที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้เท่ากับคนในเมือง หรือประเทศญี่ปุ่นที่เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ราคาสูง มีรายได้สูงมากพอที่จะสามารถเดินทางออกไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศได้ ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายให้ราคาสินค้าการเกษตรสูง ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่ประเทศอื่นลดราคาสินค้าเกษตรให้ต่ำกว่าราคาในประเทศ รัฐบาลญี่ปุ่นจะไม่ยอมรับและต่อต้านมิให้นำเข้าไปจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น 

ดร. พิสิฏฐ ภัคเกษม อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นักเศรษฐศาสตร์ผู้มากประสบการณ์เคยอธิบายถึงหัวใจสำคัญของ ทฤษฎีสองสูง ไว้ในบทความชื่อ
"ทฤษฎีสองสูง" ในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึง นโยบายราคาและรายได้ (Price & Income Policy) เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฉบับต่างเช่น กรุงเทพธุรกิจ มติชน ฯลฯ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 ว่า เป็น “กฎเหล็ก” ทางเศรษฐศาสตร์ ที่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริงหรือใช้ได้จริง เนื่องจากมุ่งเน้นรายได้ประชาชนใน 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ เกษตรกรในชนบท ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ และข้าราชการรวมถึงผู้ใช้แรงงานในเมือง ที่จะต้องทำให้มีรายได้สูงขึ้นเช่นกัน

“ทฤษฎีสองสูง” ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหลายฝ่าย ดังนี้
  1. เกษตรกร มีรายได้เพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น
  2. พนักงาน มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขึ้นค่าจ้างแรงงาน และมีทักษะในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนายจ้างส่งเสริมให้การฝึกอบรม
  3. เจ้าของสถานประกอบการ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มผลผลิตของแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรมเสริมทักษะจากการที่ปรับเพิ่มค่าแรงให้สูงขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพของสถานประกอบการ และยังได้รับการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงาน
  4. รัฐบาล และ ประเทศชาติ มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นทั้งจากการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และจากปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น
 
5. CP ได้ประโยชน์อะไรจากโครงการประชารัฐ และ 
CP มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองจริงหรือ?
 
 

สังคมทั่วไปมองว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเพื่อหวังผลประโยชน์ ในความเป็นจริงนั้น เครือฯ ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ “การเมืองเกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคน”

เครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีการดำเนินธุรกิจหลากหลายที่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน ทั้งที่เป็นผู้บริโภคและเกษตรกร ด้วยเหตุนี้จึงมีความเกี่ยวข้องและมีความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ และจะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเอกชนมีให้เห็นอยู่ในทุกประเทศ เนื่องจากภาคเอกชนมีศักยภาพที่เพียบพร้อมทั้งทรัพยากรและความสามารถที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศสามารถพัฒนาก้าวไปข้างหน้าได้ 

สำหรับจุดยืนในด้านการเมืองนั้น เครือฯ ไม่เคยให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ แต่เป็นผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นมิตรกับทุกกลุ่ม ทุกพรรคการเมือง และให้เกียรติตลอดจนยกย่องรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย  และจะสนับสนุนส่งเสริมนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ หากนักการเมืองทำสิ่งใดเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง เครือฯ ก็พร้อมสนับสนุน เพราะต้องการเห็นนักการเมืองทำการเมืองเพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่ทำการเมืองเพื่อการเมือง
 
ประชารัฐเพื่อประชาชนชาวไทย ไม่ใช่เพื่อการเมือง
“สานพลังประชารัฐ” มีความหมายปรากฏอยู่ใน จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน ปีที่ 2 ฉบับที่ 26 วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ระบุว่าคือ “กรอบแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย โดยบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนของประเทศได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนและเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง สมดุล และยั่งยืน ภายใต้หลักการที่ว่า “ผลประโยชน์ทั้งหมดจากโครงการที่เกิดขึ้นภายใต้การ “สานพลังประชารัฐ” จะตกเป็นของพี่น้องประชาชน และไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนใดๆ ทั้งสิ้น”
 
ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะภาคเอกชนของไทยที่ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยยึดหลัก “3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน” ซึ่งมาจากแนวคิด “การคิดถึงผู้อื่นก่อน” ของคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งหมายถึง การดำเนินธุรกิจของเครือฯ จะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประโยชน์ต่อประชาชนเป็นหลัก นอกจากนี้ เครือฯ ยังเป็นองค์กรภาคเอกชนที่มีนโยบายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จึงพร้อมร่วมเป็นหนึ่งในกลไกสานพลังประชารัฐ โดยไม่ได้มุ่งหวังประโยชน์เพื่อส่วนตัว  ทั้งยังทุ่มเทสรรพกำลัง ทั้งกำลังคน กำลังใจ และกำลังทรัพย์ ในโครงการสานพลังประชารัฐอย่างเต็มที่ โดยมีผู้บริหารที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ร่วมเป็นตัวแทนในคณะทำงานสานพลังประชารัฐทั้ง 12 ชุด

ที่สำคัญเครือฯ ยังมีบทบาทสำคัญในคณะทำงานการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ (E5) ซึ่งมีคุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชน ซึ่งมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดกับภาคการศึกษาไทย เพื่ออนาคตของเด็กไทยซึ่งเป็นลูกหลานของพวกเราทุกคน เพื่ออนาคตของประเทศไทยในวันข้างหน้า